แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ing life แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ing life แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ภาวะทางจิตใจที่ทำให้เกิดโรคทางกายที่พบบ่อย The Psychological Factor in Common Physical Illnesses


ภาวะทางจิตใจที่ทำให้เกิดโรคทางกายที่พบบ่อย
โดย ผศ. นพ. ปราโมทย์ สุดคนิชย์ คณะแพทย์ศาสตร์ รามาธิบดี
ข้อมูลจาก : หนังสือจิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี

โรคภาวะทางจิตใจสามารถทำให้เกิดโรคทางกายได้หลายชนิดมักผ่านการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมน โรคทางกายที่พบบ่อยได้แก่

1. ปวดศีรษะ ถือเป็นอาการที่พบบ่อยมากที่สุด อาการหนึ่งเนื่องมาจากมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้ได้มากมาย แต่การตรวจร่างกายแล้วพบสาเหตุนั้น กลับพบ ไม่บ่อย ซึ่งทำให้ทั้งแพทย์และผู้ป่วยไม่สบายใจ เชื่อว่าสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์และความเครียด เช่น ภาวะวิตก กังวล หรือภาวะซึมเศร้า มากระตุ้นให้เกิดอาการขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาการปวดศีรษะนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงออก ของอารมณ์ภายในแล้ว ยังอาจมาจากความเชื่อแบบหลงผิด (delusion) หรือเป็นการสื่อให้บุคคลภายนอกรอบตัวผู้ป่วย ให้ความสนใจกับผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งแพทย์ควรให้ความสนใจ กับผลของอาการนี้ต่อชีวิตทั่วไปของผู้ป่วยและครอบครัวด้วย

ชนิดของโรคปวดศีรษะที่สัมพันธ์กับจิตใจคือ

1.1 ไมเกรน มีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องด้วยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยและมักพบในผู้มีอาการมีบุคลิกภาพแบบพยายามควบคุมทุกอย่างในชีวิตให้ดี มีระเบียบ ไม่แสดงความโกรธ แต่ไม่พบว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่เจาะจงให้เกิดอาการนี้อาศัยการรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมอาการ และใช้จิตบำบัดเพื่อแก้ไขบุคลิกดังกล่าวในระยะยาว

1.2 ปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension headache) ส่วนใหญ่มีอาการในช่วงบ่าย หรือ เย็นหลังการงานที่ทำให้เครียด หรือบางรายก็มีปัญหากับครอบครัว โรคทางจิตเวชเกือบทุกโรคทำให้เกิดอาการชนิดนี้ได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่จริงจังและแข่งขัน ควรค้นหาว่ามีโรคทางจิตเวชหรือไม่ โดยถามถึงอาการร่วมอื่นๆ อาจให้ยาคลายกังวล ในระยะยาว นอกจากนี้ การฝึกผ่อนคลาย การทำจิตบำบัดจะช่วยป้องกันอาการเป็นซ้ำได้

2. โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

มีข้อสังเกตมานานแล้วว่า เมื่อบุคคลมีความเครียด จะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายและบ่อยขึ้นจากโรคต่างๆ ไม่ว่าโรคติดเชื้อหรือโรคภูมิแพ้

ปัจจุบันจึงมีการศึกษาทางการแพทย์ในเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้น แม้การศึกษาจะไม่บ่งชี้ชัดนักในแง่การวัดปริมาณเม็ดเลือดหรือสารภูมิคุ้มกัน เช่น มีเส้นใยประสาทในไขกระดูก หรือต่อมไทมัสหรือหากไฮโปทาลามัส ถูกทำลายจะทำให้ปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่างไปจากเดิม

นอกจากนี้ การทำงานของเม็ดเลือดขาว ก็ขึ้นกับสื่อประสาทและฮอร์โมนหลายชนิด หรือโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบางอย่าง รวมทั้งผู้ป่วยเอดส์ มีอาการรุนแรงมากน้อยตามความเครียด มีผู้พบว่าผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับการช่วยเหลือทางจิตใจจะฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น

3. ปวดหลัง

เช่นเดียวกับอาการปวดศีรษะ กว่าร้อยละ 95 ของผู้มีอาการปวดหลังไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติที่ชัดเจนได้ นอกจากนั้นพบว่าผู้มีอาการนี้ไม่น้อยมีความกังวลหรือซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย การรักษาจึงอาจให้ยารักษาภาวะดังกล่าวร่วมกับยาแก้ปวด รวมทั้งให้คำแนะนำ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และสนับสนุนให้กลับไปทำหน้าที่เดิม

4. ไขข้ออักเสบรูมาตอยด์

มีผู้สนใจในบุคลิกภาพของผู้ป่วยด้วยโรคนี้ว่า มักมีลักษณะเสียสละ ทำตนให้ลำบาก อดกลั้น และต้องพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยไม่แสดงความรู้สึก และมีบางรายพบว่า อาการกำเริบตามความเครียดทางจิตใจ ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดความซึมเศร้าอันเป็นผลมาจากความพิการจากโรคได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

5. โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือด เกิดอาการได้เสมอหากผู้ป่วยเกิดความเครียดหรือโกรธ มีผู้เสนอว่า ผู้ที่ป่วยโรคเหล่านี้มักมีบุคลิกภาพที่แข่งขัน รุนแรง ทะเยอทะยาน ไขว่คว้า แต่อารมณ์ฉุนเฉียว โดยจะพบระดับโปรตีนในเลือด, คลอเลสเตอรอล หรือไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดสูงด้วย จนเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว

โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ คนเหล่านี้มักมีท่าทีเป็นมิตร เชื่อฟังเคร่งครัดตามกฎ และ
เก็บงำความโกรธไว้ไม่แสดงออก ร่วมกับมีประวัติครอบครัวของการป่วยโรคนี้

การรักษาทั้ง 2 โรค ได้แก่ การทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดมุ่งหวัง ให้รู้จักผ่อนคลาย ทำเทคนิคคลายเครียดอย่างมีหลักการร่วมกับการใช้ยาควบคุมโรคดังกล่าวโดยตรง

6. โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหารและอาการท้องอืด เป็นที่ยอมรับมานานแล้วว่า อาการและโรคนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับโรควิตกกังวลเรื้อรัง โดยเฉพาะแผลในกระเพาะอาหารมากกว่าแผลในลำไส้เล็ก

มีการศึกษาด้วยว่า ความกังวลทำให้มีการเคลื่อนไหวบีบตัวของกระเพาะอาหารผิดปกติ ร่วมกับรายงานที่ว่า เมื่อบุคคลต้องเผชิญกับเหตุการณ์เครียดที่รุนแรง เช่น การสูญเสียคนใกล้ชิด จะมีอาการท้องอืดมากกว่าคนทั่วไป การรักษาด้วยยารักษาโรคกระเพาะเท่านั้น จึงอาจไม่เพียงพอในการรักษาหรือป้องกันในระยะยาว การฝึกผ่อนคลาย การแก้ปัญหา และจิตบำบัดร่วมไปด้วย จะทำให้ผู้ป่วยปลอดจากอาการดังกล่าวได้นานกว่าผู้รับประทานยารักษาโรคกระเพาะเพียงอย่างเดียว

ภาวะกลุ่มอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย (Irritable bowel syndrome) มักมีอาการทองผูกสลับท้องเสียปวดท้องมีลมในทางเดินอาหารมากอย่างเรื้อรัง โดยไม่สัมพันธ์กับชนิดของมื้ออาหาร หรือการติดเชื้อ หรือการใช้ยาในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ไปพบแพทย์ระบบทางเดินอาหารมากกว่าร้อยละ 50 มีอาการนี้ และกว่าร้อยละ 32 มีสมาชิกในครอบครัวที่มีอาการนี้เช่นกัน

การทดสอบด้วยแบบทดสอบทางจิตวิทยาพบว่า ผู้ป่วยจะมีความกังวล ขาดความเชื่อมั่น โทษตนเอง และอาจบอกอาการเจ็บป่วยอื่นๆ อีกคล้ายในโรคความผิดปกติทางจิตใจที่แสดงอาการออกทางร่างกาย (กลุ่ม somatization disorder) และเมื่อมีความเครียด ผู้ป่วยจะเกิดอาการมากขึ้น คนรอบข้างจะให้ความสนใจผู้ป่วยมากขึ้นด้วย การรักษาจึงต้องอาศัยหลายวิธี ทั้งการใช้ยารักษาอาการท้องผูก ท้องเสีย การควบคุมชนิดของอาหาร การฝึกผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด ให้ให้ยาต้านเศร้า กลุ่ม tricyclic ร่วมกับการเปลี่ยนการสนองต่อการของครอบครัวของผู้ป่วยด้วย

7. อาการของระบบทางเดินหายใจ

ที่พบบ่อยมากในห้องฉุกเฉินของทุกโรงพยาบาล คืออาการของระบบทางเดินหายใจชนิดหนึ่ง (hyperventilation syndrome) ที่มีอาการคล้ายหอบหืด โดยผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบเร็ว หัวใจเต้นแรง บ่นแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มือเท้าชา เกร็ง บางรายจะมีนิ้วมือจีบร่วมด้วย

โรคหอบหืด แม้ว่าจะมีการพิสูจน์แล้วว่าอาการของโรคเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันแต่มีข้อสังเกตว่า ผู้ป่วยมักมีลักษณะเก็บความโกรธ ไม่สามารถแสดงความอยากพึ่งพิงผู้อื่นออกได้ และอารมณ์ดังกล่าวถูกส่งผ่านระบบประสาทอัตโนมัติและระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดอาการ

ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการเป็นประจำ การมองหาปัจจัย ทางจิตใจและแก้ไขนอกเหนือไปจากการให้ยาขยายหลอดลมอาจช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น

สำหรับความสัมพันธ์ ระหว่างสภาพจิตใจกับการเกิดมะเร็งนั้น ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าเป็นเหตุและผลต่อกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยอื่นอีกหลายประการที่เข้ามามีบทบาทในการเกิดมะเร็ง เช่น พันธุกรรม การใช้ชีวิต การได้เผชิญกับสารต่างๆ ตลอดจนภาวะภูมิคุ้มกันของบุคคลนั้นๆ อย่างไรก็ตาม พบว่าสภาพจิตใจมีผลต่อการดำเนินโรคของมะเร็งอยู่ไม่น้อย

จะเห็นได้ว่า โรคทางกายที่เป็นผลจากจิตใจดังกล่าว แม้จะมีพยาธิสภาพทางกาย หรือ พยาธิสรีระ ที่เกิดขึ้นจริง แต่การใช้ยารักษาอาการทางกายโดยไม่สนใจสภาพจิตใจ จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาด้อยลง ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงการรักษาด้านจิตสังคม การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย

ที่มา : หน่วยสารสนเทศมะเร็ง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

โรคธาลัสซีเมีย Thalassemia


ลักษณะทั่วไปของธาลัสซีเมีย 

เป็นเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติ จึงมีการแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้ จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการแสดงแต่จะมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป ในบ้านเราพบว่ามีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอีสาน อาจมีถึง 40% ของประชากรทั่วไปที่มีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ ส่วนผู้ที่มีอาการของโรคนี้อย่างชัดๆ มีประมาณ 1 ใน 100 คน โรคนี้อาจแบ่งออกเป็นหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเหลืองและตับม้ามโตมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายเติบโตช้า ตัวเตี้ย และน้ำหนักน้อยไม่สมอายุ ในรายที่เป็นทาลัสซีเมียชนิดอ่อนที่เรียกว่า โรคฮีโมโกลบินเอช (Hemoglobin H disease) ตามปกติจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างไร แต่จะมีอาการซีดเหลืองเป็นครั้งคราวขณะที่เป็นหวัด เจ็บคอ หรือเป็นโรคติดเชื้ออื่นๆ แบบเดียวกับโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก

โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคทางพันธุ์กรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของโครโมโซมทำให้ปริมาณการสร้างโกลบินลด น้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย แต่ความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับลักษณะของความผิดปกติ ของยีนบนโครโมโซม

โดยปกติส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงในร่างกายคน คือ ฮีโมโกบิน ซึ่งเป็นโปรตีนสีแดงองค์ประกอบของฮีโมโกบินประกอบด้วยกรดอะมิโนเรียงตัวกัน 4 เส้น และ 4 เส้นนี้ประกอบด้วยกรดอะมิโนเส้นแอลฟา 2 เส้น และบีต้า 2 เส้น เมื่อเกิดความผิดปกติในการสร้างเส้นกรดอะมิโนดังกล่าว ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย และมีอายุน้อยกว่าปกติ (ปกติเม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วัน สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคธารัสซีเมีย เม็ดเลือดจะมีอายุ ประมาณ 50-60 วัน) ปริมาณเม็ดเลือดแดงที่เหลือไม่สามารถานำเอา ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของรางกายได้ อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้  

ดังนั้นลักษณะของผู้ป่วยที่มีอาการจะมีตัวซีดเหลือง ถ้าเป็นชนิดรุนแรงจะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ รวมไปถึงชนิดที่รุนแรงมากที่สุดอาจจะเสียชีวิตได้และภาวะแทรกซ้อนภายหลังจากเม็ดเลือดแดงแตก จะทำให้ผู้ป่วยมีปริมาณธาตุเหล็กมากกว่าปกติ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ จนเป็นอันตรายภายหลัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยทาลัสซีเมียชนิดมีอาการมักจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ (แต่สมองจะพัฒนาไปตามปกติ ไม่มีปัญหาทางสมองหรือปัญญาอ่อน)

จากความผิดปกติของโกลบินทำให้สามารถแบ่งแยกประเภทของโรคทาลัสซีเมียได้ 3 ประเภทหลักๆ คือ

- แอลฟาทาลัสซีเมีย เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างโกลบินสายแอลฟา ลดน้อยลงหรือไม่มีการสร้างเลย (ชนิดนี้พบมากที่สุดในประเทศไทย)
- เบตาทาลัสซีเมีย เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างโกลบินสายบีตา ลดน้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย
- แอลฟา-เบต้าทาลัสซีเมีย เกิดจากความบกพร่องของเส้นกรดอะมีโนแอลฟาและเบตา


ความรุนแรงของโรคทาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมียจะมีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ ความผิดปกติของยีนบนโครโมโซมสามารถจำแนก ความรุนแรงได้ 3 ระดับ คือ

1. ไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย (Thalassemia) โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้จะเกิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซมเพียงข้างเดียว เรียกว่า เฮเทโรซัยกัส ทำให้ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

2. แสดงอาการปานกลาง (Thalassimia intermedia) โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้ มีอาการทางโลหิตจาง แต่ไม่มากนักร่างกายจะเจริญเติบโตตามปกติ ตับและม้ามโตขึ้น มักจะแสดงอาการซีดเหลือง ตาเหลือง เมื่อมีไข้หรือภาวะที่ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเลือดแดงแตกมาก

3. แสดงอาการรุนแรง (Thalassemia Disease) โรคทาลัสซีเมียชนิดนี้จะแสดงอาการรุนแรงตั้งแต่เด็กและมีการเจริญเติบโตช้า มีการสร้างเม็ดเลือดมากกว่า ปกติเพื่อทดแทนเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายโดยตับและม้าม ทำให้กระดูกขยายตัว ใบหน้าจะเปลี่ยนแปลงอย่าง เห็นได้ชัด มีลักษณะ กระดูกแก้มสูงนูนออกมามาก คิ้วห่างออกจากกัน ที่เรียกว่า mongoloid face ผู้ป่วยชนิดนี้จะต้องรับเลือดเป็นประจำ ทำให้เกิดภาวะเหล็กเกิน ก่อให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ถ้าสะสมที่อวัยวะ ภายในเช่น ตับ เป็นจำนวนมากจะทำให้ตับแข็ง


เมื่อเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ควรจะปฏิบัติอย่างไร

แม้ว่าโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะบางรายอาจมีอาการ ไม่รุนแรง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติดังนี้

1. รับประทานผักสด ไข่ นม หรือ นมถั่วเหลืองมากๆ 
2. ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก
3. ควรตรวจฟันทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย
4. หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือ การเล่น รุนแรง
5. งดดื่มสุรา หรือของมึนเมา
6. ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรไปพบแพทย์
7. ผู้ป่วยโรคเลือดจางธาลัสซีเมียห้าม! กินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก

ขอบคุณข้อมูลจาก : รพ.วิภาวดี
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

โรคหอบหืด Asthma


โรคหอบหืดคืออะไร ?

        โรคหืดหรือโรคหอบหืดหรือ Asthma  คือโรค ที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม  ทำให้หลอดลมมี ความไวต่อการถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้หรือตัวกระตุ้น ต่างๆ  เมื่อถูกกระตุ้นหลอดลมจะมีการตีบแคบลง เนื่อง จากมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ  มีการสร้างเสมหะ มากขึ้นร่วมกับการบวมและหลุดลอกของเยื่อบุหลอด ลมที่ตีบแคบอาจดีขึ้นได้เองหรือดีขึ้นด้วยยาขยาย หลอดลม  โรคหืดเป็นโรคที่ไม่หายขาดแต่จะมีอาการ ดีขึ้น หรือแย่ลงเป็นๆ หายๆ  บางคนก็นานๆ เป็นครั้ง เวลาเป็นหวัด  ในขณะที่บางคนก็เป็นบ่อยหรือเป็น ตลอดเวลา  มีข้อมูลว่าผู้ป่วยโรคหืดจะมีการอักเสบของ หลอดลม เกือบตลอดเวลาแม้จะไม่มีอาการ  การอักเสบ นี้ถ้ามีความรุนแรงอาจนำไปสู่การทำลายหลอดลมอย่าง ถาวรได้  อย่างไรก็ตามโรคหืดสามารถรักษาควบคุม ให้โรคสงบจนไม่มีอาการใดๆ และลดความเสียหายของ หลอดลมในระยะยาวลงได้


อาการของโรคหอบหืด

        อาการของโรคหืดในแต่ละคนมีความแตกต่างกัน  หรือแม้คนคนเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกันก็อาจแสดงอาการ ไม่เหมือนเดิม  อาการสำคัญของโรคหอบหืด  ได้แก่

          - ไอ
          - แน่นหน้าอก
          - หายใจมีเสียงวี๊ด
          - หอบเหนื่อยหายใจลำบาก

        อาการมักจะแย่ลงเวลากลางคืนหรือเมื่อสัมผัสกับ ตัวกระตุ้นที่ผู้ป่วยแพ้

        ผู้ป่วยโรคหืดประมาณครึ่งหนึ่งจะมีอาการของโรค ภูมิแพ้ร่วมด้วย  เช่น  มีน้ำมูกขาวใสไหล คัดจมูก จาม  เป็นๆ หายๆ เวลาอากาศเปลี่ยน

        อาการที่เป็นปัญหาในการวินิจฉัยโรคหืดคือ  ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการไอเรื้อรังเพียง อย่างเดียว (cough variant asthma)  ตรวจร่างกาย มักจะปกติ  และผู้ป่วยเองก็ไม่เชื่อว่าตนเองเป็นโรคหืด  แต่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับยาสเตอรอยด์ชนิดสูด

อะไรบ้างที่ทำให้อาการหอบหืดแย่ลง ?

        ปัจจัยที่มีผลต่ออาการของโรคหอบหืด หรือจะ เรียกง่ายๆ ว่าตัวกระตุ้นหอบหืด  ได้แก่

1.   สารก่อภูมิแพ้  เช่น  ไรฝุ่น  เชื้อรา  เกสรดอกไม้  แมลงสาบ  ขนสัตว์
2.   สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง  เช่น  ควันบุหรี่  มลภาวะ  สารระเหยที่มีกลิ่นเช่น น้ำหอม และ ตัวทำละลายต่างๆ
3.   อื่นๆ  เช่น

        3.1 การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
        3.2 ความเครียด
        3.3 อากาศเย็น
        3.4 สารซัลไฟต์ในอาหาร เช่น ผลไม้แห้ง หรือไวน์
        3.5 ภาวะกรดย้อนจากกระเพาะ
        3.6 ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาหยอดตา ที่มีฤทธิ์ต้านเบต้า

การรักษาโรคหอบหืด

        การรักษาโรคหืดมีจุดประสงค์ให้อาการของ โรคสงบป้องกันไม่ให้เกิดการกำเริบเฉียบพลันเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ  และลดการ ทำลายหลอดลมอย่างถาวร  การรักษาที่สำคัญ ประกอบด้วย

        1.  หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นทั้งหลายดังกล่าวข้างต้น

        2.  การใช้ยา  ยาที่ใช้แบ่งได้เป็น 2  กลุ่มคือ

          2.1.  ยาขยายหลอดลม  ใช้เพื่อขยายหลอดลม ลดอาการหอบเหนื่อย  ได้แก่  ยา Ventolin, Bricanyl, Meptin  ทั้งชนิดยาเม็ดรับประทานและยาพ่น  รวมทั้ง ยาพ่น Berodual และ Combivent เป็นต้น

          2.2. ยาต้านการอักเสบ  ใช้ควบคุมโรคให้เข้า สู่ระยะสงบ ได้แก่  ยาพ่นที่มีส่วนประกอบของ สเตอรอยด์ เช่น  Pulmicort, Flixotide, Symbicort, Seretide  และยารับประทาน  ได้แก่  Singulair, Nuelin SR, Xanthium เป็นต้น

        3. รักษาโรคอื่นๆ ที่พบร่วมด้วยเช่น  โรคภูมิแพ้  และภาวะกรดย้อนจากกระเพาะ

        มักมีความเข้าใจผิดว่า  ยาขยายหลอดลมคือ ยาหลักที่ใช้รักษาโรคหืด  ความจริงแล้วไม่ถูกต้อง  เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบ  ดังนั้นยาหลัก ที่ใช้รักษาก็ต้องเป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ  ซึ่งก็ คือยาสเตอรอยด์ชนิดสูด  ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สุดที่ใช้รักษาโรคหืดในปัจจุบัน  สามารถลดการกำเริบเฉียบพลันและลดการทำลายหลอดลมอย่างถาวรได้  ในขณะที่ยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ของหลอดลม  จะลดอาการหอบเหนื่อยในช่วงที่กำลัง กำเริบ  ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนการรับประทานพารา- เซตามอลเพื่อลดไข้  แต่ก็มีความจำเป็นในช่วงที่มี อาการฉุกเฉิน

        ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีกอย่างที่พบได้บ่อย คือ  เข้าใจว่ายาที่เป็นสเตอรอยด์เป็นยาอันตรายใช้แล้ว จะมีผลข้างเคียงระยะยาว  ความเชื่อนี้ถูกต้องเพียง บางส่วน  การได้รับยาในรูปรับประทานหรือฉีดใน ระยะยาว จะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกายจริง  แต่ก็จำเป็นต้องใช้ในกรณีหอบเหนื่อยรุนแรงเฉียบพลัน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย และใช้ในช่วงสั้นๆ  ไม่เกิน 7-10 วัน  ส่วนยาสเตอรอยด์ชนิดสูดจะออกฤทธิ์เฉพาะที่ หลอดลมและไม่ดูดซึม จึงปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ตามที่เข้าใจ

        เนื่องจากโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง  ถ้าผู้ป่วย มีอาการรุนแรงในระดับหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาสเตอรอยด์ ชนิดสูดอย่างต่อเนื่องจนอาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยๆ ลดขนาดยาลง  และเมื่อมีอาการบ่อยขึ้นก็ต้องเพิ่มยาขึ้น ตามความรุนแรง

ตัวบ่งชี้ที่บ่งว่าหอบหืดคุมได้ดีมีดังนี้

-ผู้ป่วยมีอาการในช่วงกลางวันน้อยกว่า 4 ครั้ง ต่อสัปดาห์
-มีอาการในช่วงกลางคืนน้อยกว่า 1 ครั้งต่อ สัปดาห์
-จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่า 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
-ไม่มีการขาดงานหรือขาดเรียนเนื่องจากหอบ
-สามารถทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้ปกติ

ที่มา : วิชัยยุทธจุลสาร
ฉบับที่ 36 ประจำเดือน มกราคม - เมษายน 2550

โดย  นพ.ดำเกิง  ตันธรรมจาริก
- แพทย์ศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมอันดับ1 ) รพ.รามาธิบดี
- วุฒิบัตรอายุรศาสตร์ทั่วไป
- วุฒิบัตรอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจ
- อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิชัยยุทธ
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

WHAT IS A CATARACT?


WHAT IS A CATARACT?

Just like the lens of the camera focuses light on the film, the lens of your eye focuses light on the back part of the eye or retina. If the front of your cameras lens becomes dirty or fogged, then the pictures taken will be hazy.

A Cataract is a clouding of the normally clear lens of the eye. This clouding, usually due to a natural aging of the lens, prevents light from passing clearly through the lens to the retina.

If youve noticed blurring and haziness in your vision, you may be developing cataracts. Other common symptoms of cataracts are dimming of near and/ or distant vision as well as glare, yellowish discoloration of vision, and dazzling effects.


HOW STRESS CATARACT TREATMENT?
Because the only way to restore clear vision for someone with a cataract is to surgically remove the cloudy lens, the lens is then replaced with a clear plastic lens implant. At Laser Vision, the technique used is called Phacomulsification, an advanced and painless method of cataract removal.


During cataract surgery, a tiny ultrasonic probe breaks up the cataract and draws it away. Because the incision required is only about an eight of an inch, this technique is often called small-incision surgery. It encourages rapid healing, less astigmatism, and a fast return to full activity.

The new lens remains permanently in place and is neither seen or felt by the patient. The lens restores the most natural vision available as well as good depth perception and full peripheral vision.

Cataract should be removed when your vision has worsened to the point that they interfere with your lifestyle and you are no longer able to comfortably do the things you enjoy such as reading, working, or driving. Ultimately, the final decision to have surgery must be yours, based on the information you receive and the impediments you experience due to your cataract.


THE YAG LASER
One important instrument in providing modern after cataract care is YAG Laser. Although lasers cannot be used to treat cataract, they are helpful when secondary cataracts develop. In these cases, the clear capsule within the eye which holds the new artificial lens becomes cloudy. The YAG Laser uses light rays to make a small opening in the capsule right in the office painlessly and without traditional surgery. This opening restores good vision by allowing the light rays to focus clearly on the retina again. The procedure is required in about 20% of prior cataract patients, is only performed once, and takes only a few minutes with on restrictions afterwards.



RECOVERY TIME
After the surgery, you will be seen on the clinic to ensure that you are healing properly. Typically, these visits occur 1 day, 1 week, and then 1 month after surgery. During this time, you will also be using eyedrops to help the eye to heal.


On the next day after the surgery, your eye patch will be removed, and you can often begin using the eye. The vision is usually blurred from ointments and from swelling associated with the surgery, but over the following weeks, the vision will usually progressively improve. At one month after the surgery, the eye is typically healed and ready for a refraction for new glasses.


Information From : Laservision International LASIK Center Bangkok Thailand

บทความที่ได้รับความนิยม